มองแบบขาวดำ

10 March 2018 / 178 views
สำหรับคนที่หลงไหลภาพขาวดำ คงไม่มีใครไม่รู้จัก Ansel Adam และขบวนการทำงาน (work flow) มีเครื่องมือที่เรียกว่า Zone System ต้องออกตัวก่อนว่าไม่ใช่ผู้ชำนาญการในเรื่องนี้ ในขบวนการทำงานตั้งแต่สมัยฟิมล์ ขบวนการนี้คือการทำ work flow ที่คิดและมองตั้งแต่ก่อนการบันทึกภาพ (pre-visualization, “Visualization is the single most important factor in photography”) จากกล้องจนกระทั่งการล้าง อัดภาพลงบนกระดาษ ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่การไล่เฉดโซนศูนย์ไปถึงโซนสิบมีการแบ่งค่าความสว่าง จากมืดสุดไปถึงสว่างสุดเป็นกลุ่มๆ หรือเรียกว่า Zone เริ่มจากมืดสุด Zone 0 ไล่ไปจนถึงสว่างสุด Zone 10 มากระทั่งยุคปัจจุบัน digital era ในส่วนของการถ่ายภาพ digital dark room เปลี่ยนจากสารเคมีไปเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟแวร์ในการตกแต่งภาพ Zone System ก็ยังคงสามารถประยุกต์ใช้งานได้ ซึ่งส่วนมากงานห้องมืดได้เปลี่ยนไป ส่วนมากแล้ว  digital work flow and digital dark room มีซอฟแวร์ซึ่งส่วนมากจะรู้จักและใช้งานอย่างแพร่หลาย คือ Adobe Lightroom และ Adobe Photoshop ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ตระหนักเรื่องสำคัญอีกเรื่องคือ Color Management System (CMS) ถึงแม้ว่าจะทำงานภาพถ่ายเพียงขาวและดำเท่านั้น ด้วยเนื่องจาก input และ out put ของระบบดิจิตัลนั้นเป็นจอภาพ เครื่องพิมพ์ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ล้วนแสดงสี แสงต่างกันไป ดั้งนั้นจำเป็นจะต้องมีการทำปรับแต่ง (Color Calibration) เพื่อให้อุปกรณ์เหล่านี้แสดงสีได้เที่ยงตรง ซึ่งใช้อุปกรณ์ที่เรียก Calibration Hardware – Colorimeters สาเหตุที่ต้องกล่าวถึงเรื่องสีก่อนจะเป็นขาวดำนั้นมันเกี่ยวข้องกันโดยเลี่ยงไม่ได้เพราะในชีวิตจริงการมองเห็นของมนุษย์คือสีและแสงที่มีมากกว่าขาวและดำ ดังนั้นการฝึกฝนเรื่องคิดและมองตั้งแต่ก่อนการบันทึกภาพให้เป็นแบบโทนขาวดำนั้นสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการบันทึกภาพที่ไร้สีอื่นใดเลยนอกจากขาวและดำ
สุนทรียภาพทางทัศนศิลป์เป็นรสนิยมส่วนบุคคล พื้นฐานเรื่ององค์ประกอบศิลป์นั้นสำคัญกว่าเทคนิคการควบคุมกล้องเพราะสิ่งที่จะสื่อสารออกไปนั้นมีเพียงสีโทนขาว เทา ดำเท่านั้น ความงามนั้นเป็นเรื่องความรู้สึก ซึ่งความซาบซึ้งใจในงานศิลปะความรู้สึกซาบซึ้งในสุนทรียภาพหรือความงาม จะบังเกิดผลสมความปรารถนาหรือไม่เพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับการใฝ่หาความรู้ในศิลปะ ตลอดจนการพัฒนารสนิยมของแต่ละบุคคล ความงามที่ลึกซึ้งเกิดจากการที่เรามีความรู้และเข้าใจกับสิ่งที่ผู้รังสรรค์ผลงานที่ต้องการสื่อสาร หลายๆ คนอาจจะมีความเห็นและความรู้สึกแตกต่างกันออกไปเมื่อไปชมผลงานของศิลปินแห่งชาติ หรือแม้กระทั่งงานของศิลปินระดับโลกที่รู้จักกัน การสัมผัสความงามและเข้าถึงความคิดของศิลปินนั้นจะทำให้เราซาบซึ้งกับผลงานนั้นๆ และไม่มีถูกผิดเพราะเป็นความรู้สึกของเราว่าจะชอบหรือไม่เท่านั้นเอง
อุกปรณ์สำหรับการวาดแสงในยุคกล้องถ่ายภาพ digital พัฒนาไปมากในปัจจุบัน รวมถึง application ต่างๆ ก็เช่นกัน การเรียนรู้ digital dark room เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนดังการเรียนรู้ห้องมืดในสมัยฟิมล์ เรียนรู้จากการใช้น้ำยาสร้างภาพฟิล์ม (Deverloper) น้ำยาหยุดภาพ (stop bath) น้ำยาคงสภาพ (fixer)  น้ำยาโฟโต้โฟล (foto flo) แล้วยังมีอุปกรณ์ในห้องมืดอีกมากที่ต้องฝึกฝนในการใช้งาน โดยส่วนตัวไม่ชำนาญเรื่องนี้เลยสมัยกล้องฟิมล์ ห่างหายจากการถ่ายภาพจริงๆ จังๆ และหยุดถ่ายภาพจากฟิมล์ไปนานมาก จนกระทั่งเข้าสู่ยุคแห่งโลกการถ่ายภาพแบบดิจิตัล เริ่มต้นจากกล้องพื้นฐานพวก  point and shoot ที่สามารถปรับโหมดได้มากหน่อยอย่างน้อยก็ปรับเองได้ ตอนสมัยเริ่มยุคที่ยังถือว่าแพงพอได้ กระทั่งกลับมาศึกษาจริงจังกับเทคโนโลยีของกล้องดิจิตัล เปลี่ยนจากฟิมล์ไปเป็นเซนเซอร์รับภาพ ถ้ามองย้อนกลับสมัยกล้องฟิมล์ เราก็ต้องศึกษาอุปกรณ์บันทึกภาพเหล่านี้ ไม่ว่าจะฟิมล์ขนาดหรือประเภทใดๆ ก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะฟิมล์เท่านั้นยังต้องศึกษากระดาษและน้ำยาต่างๆ เพื่อนำมาใช้งานตามวัตถุประสงค์ ในโลกดิจิตัลที่เลขฐานสองเป็นหลักคือ 0 และ 1 การทำงานของเซนเซอร์ทำหน้าที่แทนฟิมล์ เราจะได้ประโยชน์อะไรกับจำนวน bit depth จาก raw file ที่มากของเซนเซอร์ เราเรียนรู้อะไรและใช้ประโยชน์อะไรจาก histogram หลายๆ ครั้งที่ได้ยินคำว่าจบหลังกล้องซึ่งแท้ที่จริงแล้วขึ้นอยู่กับว่าวัตถุประสงค์ของผู้บันทึกภาพต้องการและนำไปใช้อะไร ซึ่งไม่มีถูกผิด
เมื่อพูดถึงฟิมล์ถ่ายภาพ ซึ่งเป็นวัสดุไวแสงที่ใช้เป็นแกนรับภาพในกล้องถ่ายรูป เมื่อแสงตกกระทบบนเยื่อไวแสงที่ฉาบไว้บนฟิล์มก็จะเกิดภาพแฝงขึ้นเรียกว่า "latent image" ซึ่งเป็นภาพที่ตามองไม่เห็นต่อเมื่อนำฟิล์มไปผ่านกระบวนการล้างน้ำยาเคมีแล้ว จึงสามารถมองเห็นภาพได้ วัสดุไวแสงที่บนฟิล์มนี้ คือ เงินเฮไลด์ ( Silver halide) ซึ่งได้มาจากการนำเอาแร่เงินมาละลายผสมกับกรดไนตริกแอซิก เป็นซิลเวอร์ไนเตรด เมื่อส่วนที่ละลายแห้งและเย็นลงแล้ว ก็จะได้ผลึกซิลเวอร์ไนเตรดที่บริสุทธิ์นำไปผสมกับเจลาตินและ โปรแตสเซี่ยมโบรไมด์ ลงไป ก็จะได้ ซิลเวอร์โบรไมด์ อยู่ในเจลาติน นำไปฉาบบนผิวของฐานฟิล์ม (film base) เมื่อนำฟิล์มที่ถ่ายแล้วไปล้างในน้ำยาสร้างภาพครบตามกระบวนการ บริเวณของฟิล์มที่ถูกฉายแสงจะเปลี่ยนไปเป็นสีดำทึบ ส่วนบริเวณที่ไม่ถูกแสงเมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำยาคงสภาพ (Fixer) เงินเฮไลด์จะหลุดออกจากฟิล์มไป ส่วนนั้นจะมีลักษณะโปร่งใส ภาพที่เกิดขึ้นบนฟิล์มจึงมีลักษณะกลับกันกับวัตถุจริง เรียกว่า ภาพเนกาตีฟ (Negative)
ย้อนกลับไปทำความรู้จักต้นกำเนิดของเซนเซอร์ในกล้อง IMAGE SENSOR เป็นชิพซิลิคอนขนาดเล็ก ( Silicon Ship ) ภายในบรรจุไดโอดซึ่งไวต่อแสง (Photosensitive Diode) เรียก ไดโอดที่ไวต่อแสงนี้ว่า Photosite โฟโตไซท์จะเรียงตัวกันเป็นตารางคล้ายตารางหมากรุกทำหน้าที่แทนฟิล์มถ่ายภาพ Image Sensor เปรียบเสมือนเรตินาของตามนุษย์ Image Sensor สามารถเปลี่ยนแสงให้เป็นภาพได้ โดยการวัดจากปริมาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในแต่ละ Photosite ส่วนขาวของภาพจะมีแสงมาก ส่วนของ Photosite ที่รับแสงบริเวณนั้นก็จะได้รับแสงมาก เกิดกระแสไฟฟ้ามาก ส่วนมืดของภาพจะมีแสงน้อย ส่วนของ Photosite ที่ได้รับแสงจากส่วนมืดก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าน้อยลงไป ส่วนที่แสงปานกลางก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าในช่วงกลาง ๆ ตามลำดับ เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกเปลี่ยนเป็นตัวเลขโดย Analog/Digital (A/D) Converter จากตัวเลขนั้นจะสามารถเปลี่ยนเป็นภาพได้ ตัวเลขมากเท่ากับส่วนขาว ตัวเลขน้อยเท่ากับส่วนดำ ตามสัดส่วนกันไป
การทำงานซึ่งภายในประกอบด้วย Photosite ขนาดเล็กจำนวนมาก จะรับรู้แต่ปริมาณแสงที่ตกลงบน Photosite เท่านั้น นั่นคือ Image Sensor มองภาพเป็นขาวดำ แต่ภาพที่เราต้องการเป็นภาพสี จึงต้องมีการใส่ฟิลเตอร์สีไปหน้า Photosite เพื่อแยกภาพออกเป็นขาวดำของแม่สีต่าง ๆ ฟิลเตอร์ที่ใช้หน้า Photosite จะมีหลายแบบ เช่น ฟิลเตอร์ RGB ซึ่งเป็นแม่สีในระบบแม่สีบวก หรือฟิลเตอร์ CMY เป็นแม่สีในระบบแม่สีลบ เกือบทั้งหมดใช้แบบ RGB หรืออาจจะใช้ฟิลเตอร์สีใส่หน้าแหล่งกำเนิดแสงหรือหน้าเลนส์ แล้วถ่ายภาพทีละสี กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะใช้ฟิลเตอร์หน้า CCD แบบ RGB เพื่อแยกสีของภาพโดยจะมีฟิลเตอร์สีเขียวมากกว่าสีน้ำเงินและแดง (หมายเหตุ สายตามนุษย์ sensitive กับสีเขียวมากกว่า) ฟิลเตอร์จะให้แสงที่มีสีเหมือนตัวเองผ่านไปได้ แต่กั้นแสงสีที่ไม่เหมือนตัวเองเอาไว้
Photosite สีแดง จะมองเห็นภาพสี ขาว เหลือง ม่วง แดง และส้ม มองไม่เห็นเขียว น้ำเงิน และฟ้า
Photosite สีเขียว จะมองเห็นภาพสี ขาว เหลือง ส้ม เขียว และฟ้า มองไม่เห็นแดง น้ำเงิน และม่วง
Photosite สีน้ำเงิน จะมองเห็นภาพสี ขาว ม่วง ฟ้า น้ำเงิน มองไม่เห็นเขียว เหลือง ส้ม และแดง
Photosite แต่ละตำแหน่งจะให้ข้อมูลเพียงสีเดียวเท่านั้น หรือ 1 ตำแหน่งมี 1 ข้อมูล แต่ภาพสีที่สมบูรณ์จะต้องมีข้อมูล 3 สีใน 1 ตำแหน่ง หรือกล่าวได้ว่า ภาพที่ได้จาก Image Sensor แบบ Color Matrix จะมีข้อมูลสีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ขาดข้อมูลไป 2/3 ส่วนที่ขาดหายไปจึงต้องทำการจำลองข้อมูล หรือ Interpolated โดยการใช้ข้อมูลจาก Pixel ด้านข้างทั้ง 8 มาคำนวน เช่น ตำแหน่งของสีเขียว ตัวเองเป็นเขียวสว่าง ด้านข้างเป็นแดงสว่าง และน้ำเงินสว่าง แสดงว่าตรงนั้นเป็นสีขาว หรือตำแหน่งของสีแดง ตัวเองเป็นแดงสว่างด้านข้างเป็นเขียวสว่าง และน้ำเงินมืด แสดงว่าตัวเองเป็นสีเหลือง เป็นต้น   การที่ Image Sensor แบบ RGB หรือ CMY ต้องทำการจำลองข้อมูลนี้เอง ทำให้คุณภาพของ Image Sensor ชนิดนี้มีคุณภาพสู้แบบอื่น ๆ ไม่ได้ ( ในอดีตแต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ทำให้ปัญหานี้หมดไป ) แต่ให้ความสะดวกในการใช้งาน จึงเป็นที่นิยมกับกล้องดิจิตอลในระดับมือสมัครเล่น (ข้อมูลเบื้องต้น https://www.cambridgeincolour.com/tutorials/camera-sensors.htm)
ทำความเข้าใจกับจำนวน bit depth ของกล้อง จำนวนเฉดสีที่ Image Sensor สามารถถ่ายทอดออกมาได้ ยิ่งความลึกสีมาก จำนวนเฉดสีของภาพก็จะมากขึ้น หมายถึง เราจะได้ภาพที่มีคุณภาพดีขึ้นด้วย ความลึกสีจะบอกเป็นจำนวน Bit/สี หรือ Bit/3สี เช่น CCD ให้ภาพความลึกสี 12bit/สี ก็เท่ากับ 36 bit จำนวนเฉดสีที่ Image Sensor สามารถถ่ายทอดได้สามารถคำนวณได้โดยใช้สูตร
จำนวนเฉดสี/สี = 2 ยกกำลัง Bit สี
จำนวนเฉดสีทั้งหมด = จำนวนเฉดสี/สี ยกกำลัง 3
เช่น Image Sensor ให้ภาพ 8 bit/สี จะมีเฉดสี 2 ยกกำลัง 8 = 256 สี จำนวนเฉดสีทั้งหมดเท่ากับ 256 ยกกำลัง 3 = 16.77 ล้านเฉดสี
จำนวน bit เป็นการบ่งบอกถึงการไล่ระดับของโทนหรือเฉด เช่น การบันทึกภาพเป็น JPG นั้น บันทึกภาพเพียงแค่ 256 ระดับโทนแสง (8 bit หรือ 2 ยกกำลัง 8 ในเลขฐานสอง) และกล้องที่บันทึก raw file จากกล้องรุ่นใหม่ๆ ที่บันทึกแบบ 14 bit จะสามารถเก็บโทนแสงได้ 2 ยกกำลัง 14 หรือ 16,384 ระดับ และถ้าเป็น 16 bit หมายถึงจะสามารถเก็บโทนแสงได้ 2 ยกกำลัง 16 หรือ 65,536 ระดับ อาจจะมีคำถามว่าแล้วมีประโยชน์อย่างไร คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ของแต่ละบุคคล ยกตัวอย่าง เช่น ชอบถ่ายภาพสนุกสนานไม่จริงจังอะไร ไม่เน้นตกแต่งภาพ เอาขึ้นแสดง social network ก็ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรกับจำนวน bit เหล่านี้ แต่หากเป็นคนจริงจังกับภาพถ่าย เน้นการแต่งภาพ และพิมพ์ออกมาแสดง จำนวน bit เหล่านี้มีประโยชน์มากมาย อาจจะมีข้อสงสัยว่าการไล่ระดับโทนแสงมองด้วยสายตาแตกต่างจนเห็นได้หรือไม่นั้น จะเห็นได้ว่าสีสันภาพที่ออกมาจะมีมิติมากกว่าดูอิ่มแน่น สีสดฉ่ำและรายละเอียดสูงกว่า ยิ่งหากการทำงานในลักษณะปรับแต่งภาพนั้นจะมีประโยชน์มากเพราะยิ่งโทนต่อเนื่องยิ่งทำให้เห็นชัดว่าการไล่โทนต่อเนื่องมากกว่า โอกาสเกิดลักษณะสีเป็นรอยด่างของชั้นสี (Posterisation/Banding color) ก็น้อยลง ดังนั้นการบันทึกภาพเป็น raw file มีประโยชน์ในการนำไปใช้งานในปรับแต่งไฟล์ได้มากกว่าไฟล์ที่เป็น JPG ซึ่งมีเพียง 8 bit หรือ 256 เฉดสี ทดสอบเวลาตกแต่งภาพใช้ Level หรือ Curve กรณีที่ดึงขยายออกไปถึงจุดๆ หนึ่ง ไฟล์ที่เป็น JPG จะมีข้อมูลแหว่ง ขาดหายไป
การใช้ประโยชน์จากเรื่อง bit depth นั้นมีเทคนิคหนึ่งเรียกว่า "Expose to the right" หรือตัวย่อ ETTR สัมพันธ์กับการอ่านค่าแสงใน histogram ด้านซ้ายของ histogram คือข้อมูลแสดงส่วนเงามืด (shadows) ตรงกลาง จะแสดงข้อมูลแสงทั่วไปของภาพ (midtone) และด้านขวาแสดงข้อมูลส่วนสว่างในภาพ (highlights) ตามลำดับ ดังนั้น ETTR จึงมีความหมายตรงตัวคือ Expose (เปิดรับแสง) to the Right (โดยเน้นที่ด้านขวาของ histogram) เน้นภาพที่บันทึกมาให้กราฟไปด้านขวามากที่สุด แต่ไม่ล้น histogram เทคนิคนี้ค้นพบโดย Michael Reichmann ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเว็บ the Luminous Landscape (Michael ได้จากไปในเดือนพฤษภาคม 2559)
ยกตัวอย่างกล้อง Digital Single Len Reflex (DSLR) บันทึกแบบ raw file ที่มี bit depth 12 bit จะมี Dynamic range 7 stops (รายละเอียดที่มาจาก http://luminous-landscape.com/expose-right/) ไล่โทนแสงรวมได้ 4,096 ระดับเราอาจคิดว่า แสงที่ต่างกันไป 1 stop น่าจะเก็บโทนแสงหรือเฉดสีได้เฉลี่ยเท่าๆ กันที่ 585 เฉดสี (ตัวเลขนี้มาจากเอาจำนวนเฉดสีทั้งหมด 4,096 ระดับ หารด้วย 7 stops = 585 ระดับ)  แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่ละ Stops นั้นจะเก็บโทนแสงได้ไม่เท่ากัน โดยในแต่ละ stop ที่ห่างกันไป 1 ค่า จะบันทึกแสงได้ครึ่งหนึ่งของ stop ที่อยู่ก่อนหน้า นั่นคือ เมื่อ Stop ที่ 1 (พื้นที่ด้านขวาสุดของ histogram) บันทึกโทนแสงได้ 2,048 เฉด Stop ที่ 2 จะบันทึกได้ครึ่งหนึ่งนั่นก็คือ 1,024 เฉด และ Stop ที่ 3 จะบันทึกโทนได้เพียงครึ่งหนึ่งของ Stop ที่ 2 นั่นก็คือ 512 เฉดไล่ไปจนถึง Stop ที่ 7-สุดท้าย (พื้นที่ซ้ายสุดของ histogram) จะบันทึกโทนแสงได้เพียง 32 ระดับ ดังนั้น หากการบันทึกภาพแล้ว histogram จมมาด้านซ้ายมือ (shodows) หมายถึงเราทิ้งข้อมูลส่วนมากหายไปโดยปริยายจำนวนโทนที่เราเก็บแสงได้ใน Stop ที่ 1 (ที่ใช้บันทึกส่วนที่สว่างที่สุดของภาพ) จะมีปริมาณมากกว่า Stop ที่ 7 (ที่ใช้บันทึกส่วนมืดสุดของภาพ) อย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว (2,048 : 32) อย่างไรก็ตาม ETTR ยังแบ่งแยกเป็นสองลักษณะ คือ  "Overexposure ETTR" works by overexposing low contrast scenes และ "Underexposure ETTR" works by underexposing on high contrast scenes กล่าวโดยรวมประโยชน์ของ ETTR คือ ลด Noise โดยรวมลง โดยเฉพาะบริเวณเงามืดของภาพและลดการเกิดชั้นสี (Posterization) ได้ภาพที่ไล่โทนสวยเนียนกว่า และสำหรับการถ่ายภาพสำหรับงานบางประเภทที่ต้องส่งงานลูกค้าทันทีนั้นอาจจะไม่เหมาะกับเทคนิคนี้ ยังมีข้อโต้แย้งทางเทคนิคที่ http://chromasoft.blogspot.com.au/2009/09/why-expose-to-right-is-just-plain-wrong.html แต่อย่างไรก็ตามจะทำให้เราทราบว่า ETTR นั้นได้ช่วยให้เราได้ประโยชน์จาก raw file และจำนวน bit depth ของกล้อง (หมายเหตุ noise หรือ grain ในโลกของฟิมล์ไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจแต่ยุคต้นของ digital แล้ว noise ไม่ค่อยจะสวยเท่ากับฟิมล์ อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวครับ digital noise แบ่งเป็น Luminance Noise และ Chroma Noise)
ที่กล่าวมาล้วนเกี่ยวข้องกับ work flow สำหรับ digital dark room ของภาพขาว ดำในยุคดิจิตัลและ Zone System ก็ไม่ได้ล้าสมัยเลย เพียงแค่ประยุกต์ใช้งานเพราะสิ่งเหล่าล้วนเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เข้าใจและพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีก สาเหตุที่ต้องกล่าวถึงเรื่องเทคนิคเหล่านี้เนื่องจากภาพขาวดำนั้นโทนเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ส่วนความชอบและพึงพอใจนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ที่จะกล่าวถึงต่อไปคือการพิมพ์ ซึ่งศาสตร์นี้จะทำให้การถ่ายภาพสมบูรณ์แบบครบกระบวนการ “The concept of the photograph precedes the operation of the camera.  The print itself is somewhat of an interpretation, a performance of the photographic idea.” Ansel Adams โดยส่วนตัวสำหรับการอัดขยายภาพไม่ได้ทำมานานสมควร และมาถึงยุค digital แล้วก็ดูภาพผ่านจอเป็นหลักแทบจะไม่ได้พิมพ์ภาพเลย เนื่องด้วยความคิดที่ว่าสะดวกที่จะชมจากจอ (ที่ calibrate แล้ว) มากกว่า มาถึงปัจจุบัน เวลาดูภาพจากฟิมล์แล้วดูมีเสน่ห์อย่างมากบนกระดาษไวแสง แต่ปัจจุบันสีจากเครื่องพิมพ์ขาวดำนั้นก็มีความสวยงามและคงทนของหมึกพิมพ์เข้าไปไกล้เคียงกับกระดาษไวแสงในสมัยฟิมล์เข้าไปทุกขณะ หมึกพิมพ์ในบางรุ่นและบางยี่ห้อนั้นทำสีเทาแยกออกมาทำให้การไล่โทนดีขึ้นมาก ขบวนการทำ calibrate ของระบบพิมพ์นั้นมีความละเอียดและใช้เวลามากกว่าจอภาพ กระดาษ Inkjet คุณภาพสูงแบบ Acid-free, cotton 100 % ออกมาให้เลือกใช้มากมาย  ปัจจุบันภาพพิมพ์ดิจิตอลขาวดำ มีความคงทนเกินหลักร้อยปี สำหรับเครื่องพิมพ์นั้น ข้อดีอีกอย่างของเครื่องพิมพ์ระดับสูงในงานภาพถ่ายนั้นตัวไดร์เวอร์จะซัพพอร์ท 16 บิต คือสามารถส่งไฟล์ 16 บิตตรงๆ จากรูปไปพิมพ์ได้เลย การไล่โทนของภาพจึงดีกว่าแบบ 8 บิตมาก ผมเป็นเหมือนหลายคน หลายคนถ่ายภาพมาเยอะมากๆ แต่ไม่เคยนำภาพของตัวเองไปพิมพ์ออกมาเลยสักใบ ข้อนี้เป็นข้อที่ทุกคนมักมองข้ามแต่กลับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะคุณสามารถตรวจสอบได้ว่าภาพถ่ายของคุณมีรายละเอียดเป็นอย่างไร โทนสีและคอนทราสเหมาะสมไหม มากไปหรือน้อยไป เพราะการแสดงผลจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สีที่แสดงออกมาจะไม่เหมือนกับสีที่พิมพ์ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสลองไปร้านพิมพ์ภาพดีๆ สักร้าน แล้วพิมพ์ภาพดูสักครั้ง มันจะช่วยทำให้คุณปรับปรุงการถ่ายภาพและการแต่งภาพได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณแรงบันดาลใจจากครูถ่ายภาพทุกท่าน หลายๆ ท่านเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่กันนี่แหละครับ เอ่ยนามกันไม่หมด คนหนึ่งในนั้นไม่ใช่คนใกล คุณพ่อผมเองเป็นผู้สอนการถ่ายภาพเป็นคนแรกในชีวิต จำได้ว่ามีหนังสือที่ท่านพ่อซื้อไว้ประจำคือ นิตยสาร เปิดกล้องส่องโลก สมัยเด็กๆ ไม่ค่อยจะเข้าใจนัก ดูภาพก็ไม่ซาบซึ้งอะไรเท่าไหร่เพราะความที่ยังเด็กอยู่ คนที่สองนี่ก็ท่านแม่มีอิทธิพลในรสนิยมเรื่องภาพยนต์ ขอบคุณพี่หาว (2 how) สำหรับห้องเรียนเรื่อง raw file ขอบคุณครูสอนภาพถ่ายขาวดำ ครูกันต์ หรืออาจารย์กันต์ สุสังกรกาญจน์ แม้ว่าหลังๆ จะเป็นการพบปะในวงการจักรยานมากกว่าถ่ายภาพ (ผมเองที่ห่างจากกล้องไปอยู่กับจักรยาน)  ขออนุญาตเอาข้อเขียนจากภาพของครูกันต์ที่ผมเองเจอในวันที่ผมขาดและไร้ซึ่งแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพ


"ลิงแบก วัดพระแก้ว.

ความยากของการถ่ายภาพบางครั้งเกิดจากความเคยชินของเรา ไม่ใช่เกิดจากการใช้อุปกรณ์
หลายคนจะต้องเดินทางไปไกลแสนไกลเพื่อจะไปถ่ายภาพ หาไม่แล้วก็กล้องก็นอนอยู่ในตู้กันความชื้นอย่างดี ผมเองก็เคยเป็น
คือของรอบตัวมันดูชินตาไปเสียหมดจนไม่รู้ว่าอะไรมันน่าสนใจ แต่พอได้เรียนรู้การมองเปนสีขาวดำ ก็เหมือนกับไปอยู่ในโลกใบใหม่ที่น่าตื่นเต้น เพราะเปนสิ่งที่ไม่เคยชินและไม่เคยได้เห็นมาก่อน

ผมมองเห็นเปนภาพขาวดำมากว่ายี่สิบปีแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่เบื่อ และยังตื่นเต้นกับน้ำหนักโทนต่างๆ ที่ได้พบเห็น.

ขอบคุณแอนเซล อดัมส์ และวิชาโซนซิสเต็ม ที่ทำให้เห็นโลกเปนสีขาวดำ"

ท้ายที่สุดขอน้อมนำพระราชดำริเรื่องการถ่ายภาพของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งได้น้อมนำใช้เสมอมา


"การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะเป็นของดีมีประโยชน์

ขออย่าให้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนานหรือความสวยงามเท่านั้น

จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าต่อสังคม

ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศ

ให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง"

ความเห็นของผู้เขียน ทาง PIXNIQ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และบทความมีสิขสิทธิ์ของผู้เขียน

Related Stories

Comments

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น Sign in
POWERED BY MINIMORE