10 ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะมันอาจทำให้ภาพของคุณแย่ลงได้

21 November 2017 / 1177 views

10 ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะมันอาจทำให้ภาพของคุณแย่ลงได้

กี่ครั้งแล้วที่คุณคิดว่าถ่ายภาพสวยๆ ไว้ได้ ก่อนที่จะรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดพลาดก็ตอนที่เอามาดูบนจอคอมพิวเตอร์ หรือเมื่อพิมพ์ออกมาแล้ว

โชคร้ายหน่อย ตรงที่วิธีเดียวที่จะหยุดทำสิ่งผิดพลาดซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายๆเหล่านี้ คือคุณต้องเคยพลาดมาก่อน และเมื่อคุณพลาดทำภาพถ่ายดีๆ เสียไปแล้วครั้งหนึ่ง คุณจะรู้ได้ทันทีว่าไม่ควรทำพลาดแบบเดิมอีก

เจมส์ มาเฮอร์ ช่างภาพจากนิวยอร์ค พบว่า 10 ข้อผิดพลาดที่เห็นได้บ่อยๆ ต่อไปนี้แหละ ที่ทำให้ภาพถ่ายของคุณมีคุณภาพแย่ลงได้ และจงหลีกเลี่ยงมันซะ

1. เปิดระบบกันสั่นไว้ทั้งที่ตั้งกล้องไว้บนขาตั้ง

ช่างภาพแทบทุกคน กว่าจะรู้ข้อนี้ก็สายไปแล้วเสมอ ปกติแล้วระบบกันสั่น (ที่มาพร้อมกับเลนส์) จะช่วยให้ภาพคมชัดขึ้นได้ด้วยการลดทอนการสั่นของกล้อง ทว่า หากคุณวางกล้องไว้นิ่งสนิทดีแล้วบนขาตั้ง  มอเตอร์ของระบบกันสั่นกลับอาจเป็นสาเหตุทำให้กล้องของคุณสั่นซะเอง  อธิบายถึงตรงนี้ พวกคุณบางคนอาจจะงุนงงสงสัยไม่ต่างกับเจมส์ เมื่อครั้งที่เขารู้เรื่องนี้ในครั้งแรก แต่นั่นแหละ หากคุณพบว่า ภาพของคุณไม่คมกริบอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่คุณใช้ขาตั้งกล้องแล้ว สาเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากข้อนี้แหละ  ถึงแม้ว่ากล้องอาจจะสั่นได้เหมือนกันเมื่อเจอลมพัดแรงๆ  หรือเมื่อคุณเผลอไปสะกิดโดนกล้องเข้า ตอนที่กำลังถ่ายภาพ


2. ใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่น้อยเกินไป

หากคุณไม่ได้ใช้ขาตั้งกล้องแล้วล่ะก็ คุณควรใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ไม่น้อยกว่า 1/ทางยาวโฟกัส  เพื่อให้ได้ภาพที่คมมากพอ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณถ่ายภาพโดยใช้เลนส์ที่ระยะ 50 mm. ความเร็วชัตเตอร์ของคุณก็ไม่ควรช้ากว่า 1/50 วินาที (ตัวเจมส์เอง มักจะเผื่อความเร็วขึ้นอีกนึดหน่อยด้วย เพื่อความชัวร์)  และหากคุณใช้กล้องที่เป็น คร็อปเซ็นเซอร์ (กล้องตัวคูณ) จงจำไว้เสมอว่าเลนส์ 50 mm. อาจะเทียบเคียงได้กับระยะ 80 mm. หรือ 100 mm.บนกล้องฟูลเฟรม เพราะฉะนั้น อย่าลืมคูณคร็อปแฟคเตอร์ของคุณเข้าไปด้วย

สำหรับวัตถุที่เคลื่อนไหว เจมส์แนะนำว่า ความเร็วชัตเตอร์ ควรจะไม่ต่ำกว่า 1/320 วินาที  เพื่อที่จะหยุดความเคลื่อนไหวได้ และสำหรับวัตถุที่เคลื่อนที่เร็วมากๆ เช่น เมื่อคุณถ่ายภาพรถ ที่กำลังวิ่ง หรือถ่ายภาพกีฬา  เจมส์แนะนำว่า ความเร็วชัตเตอร์ควรสูงขึ้นไปกว่านี้อีก

ระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อคุณถ่ายภาพด้วยโหมดปรับรูรับแสงหรือโหมดออโต้  เพราะมันเป็นไปได้ว่ากล้องอาจจะตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์มาให้ต่ำเกินไป จนทำให้ภาพเบลอได้ โดยคุณไม่ทันสังเกต  ด้วยเหตุผลข้อนี้ เจมส์จึงมักชอบที่จะถ่ายภาพด้วยโหมดปรับความเร็วชัตเตอร์

3.  โฟกัสไม่โดนจุดสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถ่ายภาพด้วยรูรับแสงกว้าง

หากคุณถ่ายภาพด้วยรูรับแสงแคบๆ เช่นที่ f/8 หรือแคบกว่านั้น คุณมักจะได้ระยะชัดเผื่อมาด้วย  แต่หากคุณถ่ายภาพด้วยรูรับแสงกว้างๆ เช่น ที่ f/2 คุณต้องระวังให้มากกว่าเดิม เพื่อที่จะทำให้องค์ประกอบสำคัญบนภาพนั้น คมชัดที่สุด  ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว  บางทีคุณอาจไม่ทันสังเกตเมื่อมองภาพบนจอ  แต่มันอาจฟ้องขึ้นมาได้เมื่อคุณพิมพ์ภาพออกมา

สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เมื่อคุณถ่ายภาพบุคคล เพราะหากดวงตาของแบบไม่คมชัดแล้ว ภาพนั้นอาจถือเป็นภาพที่ไม่ดีเลยก็ได้

คุณต้องระวังให้มากขึ้นไปอีก หากคุณเล็งโฟกัสไปที่วัตถุเล็กๆ เพราะกล้องอาจพลาดไปโฟกัสโดนพื้นที่ด้านหลังวัตถุแทนได้ง่ายๆ  ช่างภาพมือใหม่ๆ มักจะพลาดตรงจุดนี้บ่อยๆ ในสถานการณ์แบบนี้คุณต้องใส่ใจมากขึ้นว่า ระบบออโต้โฟกัสของคุณ เลือกจุดโฟกัสได้ถูกต้อง


4.   ไม่ยอมดัน ISO ขึ้นไปเมื่อถึงคราวจำเป็น

เมื่ออยู่ในสภาพแสงน้อย และคุณต้องการความเร็วชัตเตอร์สูงและรูรับแสงกว้าง จงอย่ากลัวที่จะใช้ค่าความไวแสง (ISO) ที่สูงขึ้น  เจมส์พบว่าช่างภาพหลายคนไม่กล้าแม้แต่จะดัน ISO ขึ้นไปเกิน200  เจมส์เล่าว่าเขาใช้ทั้ง ISO ที่ 800  1600  หรือแม้แต่สูงถึง 3200  กล้องดิจิตอลหลายรุ่น โดยเฉพาะที่ผลิตในช่วง 4ปีให้หลังมานี้สามารถรับมือกับ ISO สูงๆ เหล่านี้ได้สบาย  จริงอยู่ว่า ISO ที่มากขึ้นก็หมายถึง Noise ที่มากขึ้นด้วย แต่เชื่อเถอะว่าในหลายๆ สถานการณ์การใช้ ISO สูงๆ ช่วยให้คุณได้ภาพที่ดีกว่า อีกอย่างหนึ่งคือ ในกล้องรุ่นใหม่ Noise ก็ไม่ได้ดูแย่อะไรนัก



5.    ถือกล้องได้ไม่นิ่งพอขณะลั่นชัตเตอร์

เจมส์บอกว่า นี่คือข้อผิดพลาดที่ขัดใจเขามากที่สุด ปกติแล้วเจมส์เป็นคนใจเย็นพอสมควร แต่ถ้าเขาเห็นอะไรแบบนี้แล้วล่ะก็ เขาแทบจะอยากจะคว้าตัวเจ้าช่างภาพคนนั้นมาเขย่าซะเหลือเกิน  เจมส์เล่าว่าเขาเห็นหลายๆ คนที่ถ่ายภาพโดยที่ไม่ยอมหยุดเดิน  เจมส์กำชับอยากหนักแน่นว่า จงหยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่างของตัวคุณ เมื่อคุณกำลังจะลั่นชัตเตอร์  เพียงแค่ซักวินาทีเดียว ที่คุณจะทำมือนิ่งๆ มันไม่ได้ยากอะไรนักหรอกให้ความเคารพต่อภาพที่คุณถ่ายให้มากพอที่คุณจะอยู่นิ่งและคิดถึงมันซักหนึ่งวินาที แล้วภาพถ่ายนั้นจะเคารพคุณและตอบแทนคุณอย่างยอดเยี่ยม  เมื่อมันถูกพิมพ์ออกมาอย่างสวยงาม

6.    เพิ่มความคมมากจนเกินไป

ระวังอย่าเพิ่มความคม (Sharpening) ให้รูปของคุณมากจนเกินไป ซึ่งเป็นข้อที่เจมส์บอกว่าเขาพบบ่อยเอามากๆ ปกติแล้วกับกล้องที่มีความละเอียดสูงและถูกปรับตั้งมาอย่างถูกต้อง รูปของคุณมักต้องการความคมเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าคุณเพิ่มความคมหนักมือเกินไป แทนที่จะได้รูปสวยๆ ผลลัพธ์อาจกลายเป็นตรงข้ามรูปของคุณอาจจะดูไม่สมจริง หรือไฟล์อาจจะมีขนาดเพิ่มขึ้นมากได้



 

7.    ปรับขนาดของภาพหลังจากที่เพิ่มความคมไปแล้ว

การเพิ่มความคม (Sharpening) ให้ภาพ ควรเป็นขั้นตอนสุดท้าย หลังจากที่คุณได้ปรับขนาดภาพให้พร้อมสำหรับการพิมพ์เรียบร้อยแล้ว  เพราะถ้าคุณเพิ่มความคมก่อนแล้วจึงปรับขนาดภาพทีหลัง ไฟล์ภาพของคุณจะมีคุณภาพแย่ลง


8.    ใช้ปริภูมิสี (Color Space) ไม่ถูกต้อง

สำหรับปริภูมิสี (Color Space) ไม่ว่าจะเป็น ProPhoto RGB,  Adobe RGB  หรือ sRGB  เจมส์แนะนำว่าควรเก็บภาพถ่ายดิจิตอลของคุณลงบนปริภูมิสีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าเครื่องพิมพ์ดิจิตอลยังไม่สามารถพิมพ์สีจาก ProPhoto RGB ออกมาได้ครบทุกสี และร้านรับพิมพ์รูปหลายๆ แห่งก็มักชอบให้คุณส่งไฟล์ที่เป็นปริภูมิแบบ Adobe RGB  แต่เจมส์บอกว่า เมื่อเขาโปรเซสภาพจากไฟล์ RAW แล้วแปลงออกมาเป็นไฟล์ Tiff  เขาจะแปลงภาพของเขาลงบนปริภูมิสีแบบ ProPhoto RGB เสมอ  เพราะนี่คือปริภูมิสีที่ใหญ่ที่สุด   ก็แล้วทำไมถึงจะไม่เก็บภาพลงบนปริภูมิสีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ล่ะ?   เจมส์ตั้งคำถามและแนะนำว่า บนกล้องดิจิตอลหลายๆ รุ่น คุณสามารถตั้งค่าปริภูมิสีได้

อย่างไรก็ตาม คุณทราบหรือไม่ว่า ปริภูมิสีแบบ sRGB นั้น ดีที่สุดสำหรับการแสดงภาพบนเว็บไซต์ จริงอยู่ที่ว่า สำหรับการพิมพ์ภาพเรา ควรเก็บภาพบนปริภูมิแบบ ProPhoto RGB หรือ AdobeRGB จึงจะดีที่สุด แต่ถ้าคุณต้องการแปลงภาพสำหรับการดูบนเว็บไซต์ก็จงทำรูปของคุณให้เป็น sRGB

เจมส์เพิ่มเติมว่า ถ้าคุณต้องการแปลงภาพจากปริภูมิสีแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่ง อย่าลืมเก็บไฟล์ภาพต้นฉบับไว้ด้วย เพราะถ้าคุณแปลงภาพจากปริภูมิแบบ ProPhoto RGB ไปเป็น sRGB  (ซึ่งเป็นปริภูมิสีที่เล็กกว่า) แล้วเซฟทับไฟล์ภาพเดิม คุณจะไม่สามารถเรียกข้อมูลสีที่หายไปกลับมาได้ 

 

สองภาพด้านล่างนี้เป็นภาพเดียวกันที่ถูกแปลงลงบนปริภูมิสีที่ต่างกันซึ่งสามารถสังเกตความแตกต่างเล็กน้อยที่เกิดขึ้นได้


ชื่อภาพ: สะพานโค้งในฤดูใบไม้ร่วง / ปริภูมิสี:sRGB




ชื่อภาพ: สะพานโค้งในฤดูใบไม้ร่วง / ปริภูมิสี:Adobe RGB


9.    ไม่ยอมชดเชยแสง

เมื่อคุณถ่ายภาพด้วยโหมดปรับรูรับแสง หรือปรับความเร็วชัตเตอร์ ในสภาพแสงที่สว่างหรือมืดมากๆ  สภาพแสงแบบนี้ อาจหลอกกล้องของคุณได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณถ่ายภาพในตรอกมืดๆ กล้องของคุณจะพยายามปรับภาพให้สว่างขึ้น ขณะเดียวกัน หากคุณถ่ายภาพท้องฟ้าที่สว่างสดใสหรือหิมะสีขาว  กล้องจะพยายามปรับภาพให้มืดลง

ตรงนี้แหละที่ฟังก์ชั่นการชดเชยแสง ควรเข้ามามีบทบาท เจมส์ย้ำว่าการชดเชยแสง เป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อคุณถ่ายภาพในสภาพแสงที่ไม่ปกติ

 

10.     ลืมปรับตั้งกล้องสำหรับการถ่ายภาพครั้งใหม่

เจมส์แนะนำว่า ก่อนจะเริ่มต้นถ่ายภาพในวันใหม่ คุณควรกลับไปดูการตั้งค่าต่างๆ บนกล้องของคุณทุกครั้ง และพยายามกลับไปดูซ้ำบ่อยๆ ในระหว่างวันของการถ่ายภาพ สิ่งที่ช่างภาพมักจะลืมบ่อยๆในการปรับตั้งกล้อง ก็อย่างเช่น ลืมปรับค่าความไวแสง ISO  จากที่ตั้งไว้สูงจากการถ่ายภาพเมื่อคืนก่อน หรือลืมปรับค่าการชดเชยแสงกลับมาที่เดิม  หรือลืมปรับค่าไวท์บาลานซ์ หรือลืมกลับไปดูสวิทช์ของระบบออโต้โฟกัส เป็นต้น

 

เพิ่มเติมท้ายสุด

ยังมีเรื่องที่ต้องพูดถึงอีกนิดหน่อย เจมส์แนะนำในตอนสุดท้ายว่า สำหรับภาพดิจิตอลนั้น คุณสามารถแก้ปัญหาได้มากมายหลังจากถ่ายภาพมาแล้วอย่างไรก็ดี การถ่ายภาพให้สมบูรณ์แบบที่สุดตั้งแต่แรก ก็ยังไม่มีอะไรมาแทนที่ได้ การโปรเซสภาพอาจจะจำเป็นสำหรับภาพถ่ายดิจิตอล แต่ยิ่งคุณปรับภาพหนักมากเท่าไหร่ภาพของคุณก็มีโอกาสสูญเสียคุณภาพไปมากเท่านั้น

มันอาจจะยากหน่อย ที่จะสังเกตเห็นข้อผิดพลาดเหล่านี้ หากเรามองภาพบนเว็บไซต์หรือบนจอคอมพิวเตอร์  แต่เมื่อคุณซูมภาพเข้าไปใกล้ๆ หรือเมื่อคุณพิมพ์ภาพออกมาด้วยขนาดที่ใหญ่ประมาณหนึ่ง มันก็จะสังเกตเห็นได้ไม่ยากเลย


เกี่ยวกับผู้เขียน

เจมส์ มาเฮอร์ ช่างภาพจากจากนิวยอร์ค ที่หลงไหลในการถ่ายภาพเรื่องราวและเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองนี้  ซึ่งถ้าหากคุณมีแผนจะเดินทางมาที่นิวยอร์คแล้วล่ะก็ เจมส์พร้อมที่จะมอบหนังสือ The New York Photographer's Travel Guide ให้กับผู้อ่าน DigitalPhotography School ไปเลยฟรีๆ

นอกจากนี้เจมส์ ยังเป็นผู้จัดงาน New York Photography Tours and Street Photography Workshops รวมทั้งยังเป็นผู้เขียนอีบุ๊คเรื่อง The Essentials of Street Photography อีกด้วย

 

แปลและเรียบเรียงโดย ณัฐวุฒิธีระเกียรติกำจร

 

ความเห็นของผู้เขียน ทาง PIXNIQ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และบทความมีสิขสิทธิ์ของผู้เขียน

Related Stories

Comments

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น Sign in
POWERED BY MINIMORE