จินตนาการ Part 1 : บารมี เต็มบุญเกียรติ

28 July 2016 / 5555 views

เราอาจเริ่มอยากถ่ายภาพเมื่อได้ดูภาพจากคนอื่นๆ ได้เห็นโลกหลากหลายมุมมองผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ และเมื่อเราได้ออกไปถ่ายภาพจริงๆ ได้ออกเดินทาง ได้ทดลอง จนสะสมทักษะการถ่ายภาพได้มากพอ เราจะเริ่มมองเห็นมุมภาพต่างๆที่เราอยากได้ล่วงหน้าก่อนออกไปถ่ายจริง และนั่นเองคือขั้นแรกของ ' จินตนาการ ' ซึ่งเป็นพื้นฐานของช่างภาพทุกคน

โดยทั่วไปอาจแบ่งเป็นสามแบบตามวิธีการที่ช่างภาพแต่ละคนจะเลือกใข้ แบบแรกก็ช่างมัน ปล่อยให้จินตนาการเป็นเพียงจินตนาการต่อไป แบบที่สอง คือการรอ รอ รอ และรอ จนได้มุมที่อยากได้ตามที่คิดไว้ล่วงหน้า แบบที่สามคือจ้างคนมาเซตเป็นแบบ เพื่อสร้างจินตนาการให้เป็นจริง

ทั้งสามแบบไม่มีถูกไม่มีผิด ขึ้นอยู่กับความชอบ โดยส่วนตัวผมทำงานกับธรรมชาติ บอกเล่าเรื่องราวผ่านความจริงเป็นหลัก อีกทั้งชอบงานแนวสารคดี จึงมักจะใช้วิธีรอ รอ รอ มันเป็นความท้าทายส่วนตัว และอิ่มเอมใจมากกว่าเมื่อได้เห็นฟิล์มนำไปล้างหรือเมื่อเห็นภาพดิจิทัลหลังกล้อง

...

จินตนาการยังรวมไปถึงการต่อยอด ถ่ายภาพนี้มาเพื่อทำภาพแบบนี้ เพื่อนำภาพที่มีอยู่มาประกอบให้เกิดเป็นงานศิลปะภาพถ่าย ถ้ามีกระบวนการคิดมาแต่แรกก็จะทำให้ได้ภาพตรงกับใจมากขึ้น ภาพหลายๆภาพเป็นการคิดต่อยอด หลายๆครั้งเป็นการคิดหน้างาน แล้วหาภาพที่พอใจไปเท่าที่โอกาสอำนวย

แต่หากเราวางแผนใหม่ เปลี่ยนวิธีคิดและจินตนาการภาพที่อยากได้ไปก่อน ก็จะทำให้เราเข้าใกล้จินตนาการมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราจะเรียนรู้ทุกอย่างที่จำเป็นและสามารถสร้างภาพเหล่านั้นให้ออกมาได้ ทุกอย่างมีส่วนในภาพ ทั้งช่วงเวลา จังหวะฤดูกาล สีสัน ช่วงแสงที่เหมาะสม มุมกล้อง ช่วงเลนส์ ระยะ พฤติกรรมของแบบ การพาตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม หากมีการวางแผนที่ดีก็จะทำให้ทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบในภาพลงตัวได้ในที่สุด

...

ผมมีตัวอย่างการจินตนาการภาพล่วงหน้า หลายๆครั้งการคิดนั้นง่ายกว่าการทำ ภาพโขลงช้างวิ่งผ่านท้องทุ่งหญ้านั้นคิดง่าย แต่เอาเข้าจริงๆ กว่าจะได้ภาพแบบที่คิดก็กินเวลานานหลายสิบปี เพราะแม้ว่าเราจะเจอช้างป่าบ่อยครั้ง แต่ในความเป็นจริง ในการเจอช้างมักเห็นชัดๆเพียงไม่กี่ครั้ง ช้างป่าอยู่ในป่าทึบ บางทีเห็นแว้บๆก็หายไปแล้ว การอยากได้ภาพโขลงช้างนั้นไม่ง่าย หลายๆตัวพุ่งเข้าใส่จนต้องกระเจิงหนี หลายตัวเราอยู่ในที่ซุ่มอย่างแนบเนียนแต่กลิ่นที่เล็ดลอดออกไปทำให้ช้างทั้งโขลงแตกฮือหายเข้าป่าไปก่อนถึงจุดที่เหมาะสม ที่สำคัญผมอยากได้ภาพที่พร่าเลือนยิ่งทำให้การบันทึกภาพนั้นยากขึ้นไปอีก

...

ที่ที่นึกออกว่าสามารถจะสร้างภาพแบบนี้ได้ในเมืองไทยก็มีเพียงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เพราะมีลักษณะเป็นป่าดิบตัดกับท้องทุ่งกว้างใหญ่ มีแหล่งน้ำ มีพืชอาหาร ทำให้มีโอกาสจะได้ภาพช้างออกมาในทุ่งโล่ง ทีนี้ภาพที่คิดไว้คือภาพแบบที่ใช้เทคนิคการถ่ายด้วยสปีดชัตเตอร์ต่ำร่วมกับการแพนกล้องอย่างต่อเนื่องและราบเรียบ เพื่อให้ได้ภาพออกมาคล้ายภาพวาด นั่นหมายความว่าช้างจะต้องเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันและมีความเร็วสม่ำเสมอเพื่อให้ฉากหลังนั่นกลายเป็นภาพพร่าเลือนเป็นเส้นสายไปตามการแพนของกล้อง

...

วันหนึ่งโอกาสนั้นก็มาถึง เมื่อช้างป่าที่เขาใหญ่เดินทางมาที่โป่งชมรมเพื่อนที่อยู่ริมถนนของอุทยานนั่นเอง แรกทีเดียวเราเห็นช้างป่าแค่ไม่กี่ตัว แต่ก็เฝ้ารอเพื่อหวังว่าชุดใหญ่จะเดินออกมาสมทบ เพราะจากเสียงที่ได้ยินนั้นเกินสองตัวแน่ๆ ผ่านไปชั่วโมงกว่าช้างข้ามมาจากป่าฝั่งตรงข้ามทยอยเดินออกมาและข้ามถนนมุ่งตรงไปที่โป่ง พวกมันก้มลงกินดินโป่ง มันเหมือนภาพทุกๆครั้งที่ได้จากตรงบริเวณนี้ คือภาพช้างขุดโป่งมีกิจกรรมจากเจ้าตัวเล็กที่ล้มลงนอนเป็นระยะ ผมบันทึกภาพต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

...

จู่ๆช้างก็พากันเดินออกไปบนท้องทุ่งสีเขียวมุ่งหน้าไปทางหอดูสัตว์หนองผักชี  ซึ่งทำให้ภาพบรรยากาศความสดชื่นนั้นมาเต็มเพราะได้สีฉากหลังที่ดี ภาพทั้งภาพเป็นโทนเขียวมีช้างป่าโดดเด่นอยู่ตรงกลาง จนกระทั่งช้างตัวเล็กวิ่งเล่นและทำให้ช้างอีกหลายตัววิ่งตาม พอเห็นทั้งโขลงออกวิ่ง ภาพที่จินตนาการไว้ก็ลอยออกมาจากความคิด มันเป็นวินาทีที่กดชัตเตอร์ไปและอิ่มเอมกับช่วงเวลาที่ความฝันมาบรรจบกับความจริง การถ่ายนั้นไม่ได้ยากอะไร ทว่าการรอคอยกับการเตรียมพร้อม ทำให้เมื่อเจอช็อตที่คิดก็สามารถบันทึกได้เพราะช็อตนี้มันวนเวียนอยู่ในหัวมานาน เพียงแค่รอเวลาจริงๆให้ทุกอย่างลงตัวแค่นั้นเอง 




ย้ำว่าภาพไม่ได้ถ่ายยาก แต่โอกาสเจอจังหวะแบบนี้ยากมากๆ เพราะช้างต้องวิ่งเอื่อยๆทุกตัว ต้องไม่บังกัน และถ้าเจอแต่ไม่เคยคิดมุมภาพไว้ก่อนหน้า ก็ยากจะดึงภาพในจินตนาการออกมาจากลิ้นชักความทรงจำ ผมถ่ายภาพต่อเนื่องไปนับสิบๆภาพ จนกระทั่งได้ภาพที่พอใจ

ช้างเคลื่อนไหวที่รางเลือนนั้นใกล้เคียงกับที่เคยจินตนาการไว้ทีเดียว

...

อีกตัวอย่างที่เกิดขึ้นมาจากความเบื่อ ในยุคที่การถ่ายดาวนั้นง่ายแตกต่างจากสมัยฟิล์ม ทำให้เราได้เห็นภาพดวงดาว ทางช้างเผือกไปจนแสงเหนือเต็มฟีดของเฟซบุ๊ก

เลยกลับมาที่ความคิดว่าเราจะสร้างสรรค์ภาพอะไรได้จากเทคนิคการเปิดรับแสงนานๆเพื่อให้ได้เห็นสีสันที่ซ่อนอยู่ในยามค่ำคืน ทำให้คิดไปว่ามีอะไรที่สามารถถ่ายและต้องเป็นมุมแปลกใหม่ไม่จำเจ

ผมเชื่อตลอดมาว่าการจินตนาการสร้างสรรค์ให้เกิดอะไรใหม่ๆได้เสมอ และในค่ำคืนหนึ่งที่ท้องฟ้ามืดมิด ผมเห็นแสงหิ่งห้อยตัวน้อยและพบว่านี่แหละคือจินตนาการที่ผมรอคอย

...

ท้องฟ้ามืดสนิท ยุงนับร้อยนับพันบินมาจากทุกสารทิศ บางตัวบุกเข้าไปในรูหู ในขณะที่พยายามจะบันทึกภาพสัตว์เล็กๆอย่างหิ่งห้อย การเลือกใช้เลนส์เอฟสว่างและช่วงเลนส์ที่ 50 มม. เพื่อให้แสงจากหิ่งห้อยไม่เล็กเกินไปในภาพ อีกทั้งยังอยากเก็บแสงจากดวงดาวเข้ามาในเฟรมภาพด้วย สุดท้ายจึงเลือกวางเฟรมภาพเป็นแนวตั้งเพื่อเหลือพื้นที่ว่างให้ดวงดาวพาดผ่าน

การโฟกัสที่ดวงดาวเพื่อให้หิ่งห้อยบนต้นลำพูนั้นเกิดเป็นโบเก้ใหญ่เล็กพร่าเลือนแบบสไตล์เลนส์เอฟสว่าง มันทำให้แสงจากหิ่งห้อยดูใหญ่ขึ้นกว่าความเป็นจริง ผมทดสอบไปเรื่อยๆและเปิดดูภาพไปพร้อมตบยุงไปพลางๆ เมื่อได้ค่าแสงที่พอใจ ได้ภาพแสงดาวและแสงหิ่งห้อยที่กลมกล่อม

ผมจึงเริ่มตั้งค่าบันทึกภาพต่อเนื่องไว้และกลับเข้าห้องพักเพื่อหลบยุง เข้าอยู่สักชั่วโมงกว่าๆผมก็ออกมาเก็บกล้อง อัพโหลดภาพลงในฮาร์ดดิสก์และเรียกไฟล์ภาพทั้งหมดมาต่อในโปรแกรม ภาพ 530 เฟรมค่อยๆรวมตัวปะติดปะต่อจินตนาการ กลายเป็นภาพในแบบที่ผมไม่เคยบันทึกมาก่อน นี่แหละความตื่นเต้นของการถ่ายภาพ เหมือนฟิลลิ่งตอนถ่ายภาพฟิล์มเป๊ะๆ เพราะแม้จะเห็นภาพที่ถ่ายเสร็จแล้วแต่ก็เหมือนไม่เห็น จนกว่าโปรแกรมจะรวมภาพเสร็จนั่นแหละถึงจะรู้ว่ามันสำเร็จหรือต้องแก้มือใหม่ นี่คือเสน่ห์ของการถ่ายภาพ คือการค้นหา คือการใช้ให้คล่อง ใช้ให้เป็น ใช้ให้ถูกจังหวะ ค่ำคืนนั้นผมนอนหลับไปพร้อมกับคำขอบคุณหิ่งห้อยทุกตัวที่ช่วยเปล่งแสง ดวงดาวทุกดวงที่ผ่านเข้ามาในภาพ และเมฆฝนที่ผัดผ่านไปอีกทิศไม่พัดหวนมาทำลายจินตนาการ

ภาพหิ่งห้อยตามในจินตนาการ


รอติดตาม จินตนาการ Part 2 เร็วๆนี้

ความเห็นของผู้เขียน ทาง PIXNIQ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และบทความมีสิขสิทธิ์ของผู้เขียน

Related Stories

Comments

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น Sign in
POWERED BY MINIMORE