การถ่ายภาพสัตว์ป่า : บารมี เต็มบุญเกียรติ

29 June 2016 / 9774 views

การถ่ายภาพสัตว์ป่า สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่อุปกรณ์แต่เป็น ‘ความเข้าใจ’

เข้าใจในพฤติกรรมของสัตว์นั้นๆทำให้เราหาสัตว์เจอว่าสัตว์อยู่ในถิ่นอาศัยแบบไหน

เข้าใจในพฤติกรรมว่าสัตว์นั้นๆมาที่สถานที่นั้นทำไม เช่น มากินผลไม้บนต้นไทร มาเล่นน้ำ อาบน้ำในลำห้วย มากินดินโป่ง ออกมากินหญ้าระบัดที่ทุ่ง

ความเข้าใจทำให้เราวางแผน วางมุมเลือกทำเลที่เหมาะสมในการซุ่มเพื่อถ่ายพฤติกรรมเหล่านั้น

...

จังหวะ เวลา ต้องเหมาะสม สิ่งนี้จะได้จากการวางแผนและจากข้อมูลที่เราทราบ เช่น ชะนีมงกุฏจะมาที่ต้นไทรตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เราต้องเข้าถึงจุดซุ่มก่อนที่ชะนีจะมา และเราจะทำยังไงให้ได้มุมภาพที่ต้องการ จุดเด่นของชะนีมงกุฏคือ มงกุฏบนหัว ถ้าเราถ่ายจากมุมต่ำแล้วเสยขึ้นไปจะเห็นจุดเด่นที่ว่านี้ไม่ชัด และมันยังมีอีกชื่อเรียกคือชะนีเอี๊ยมดำ ชะนีมงกุฏแบ่งเพศจากสีสัน ชุดขนสีดำคือตัวผู้ ตัวสีครีมที่มีมงกุฏคือตัวเมีย ซึ่งแน่นอนเอี๊ยมดำที่ว่านี้คือสีขนของตัวเมียด้วย

เมื่อได้ข้อมูลและมุมภาพที่ต้องการ จึงเป็นที่มาของการทำงานร่วมกับนักวิจัย เราทำนั่งร้านขึ้นไปในระดับสายตาเพื่อจะถ่ายทอดมุมมองที่คิดไว้ได้อย่างชัดเจน คือเห็นจุดเด่นที่สำคัญ นั่งร้านที่ว่านี้ต้องเริ่มทำเมื่อไทรเริ่มติดผล พอมันสุกชะนีและสัตว์ต่างๆก็จะคุ้นชินกับนั่งร้านพอดี เราใช้สแลนในการช่วยพรางเพื่อไม่ให้สัตว์มองเห็นภายใน และต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อขึ้นมาเฝ้ารอช่วงเวลา ความสูงในระดับเดียวกันยังก่อให้เกิดมุมภาพที่แปลกตา

จากนั้นปล่อยให้โชคและดวงทำหน้าที่ ไทรนั้นสุกไม่พร้อมกันทั้งต้น บางครั้งสัตว์มักไปหลบกินด้านหลัง สัตว์แต่ละชนิดก็กินไทรด้วยวิธีแตกต่างกัน




ชะนีมงกุฏ เข้ามากินที่ต้นไทรตั้งแต่ตีห้าครึ่งและออกไปก่อนจะมีแสง อีกทั้งเคลื่อนตัวว่องไว ถึงเวลานั้น การเลือก ISO ให้เหมาะสมพอหยุดการเคลื่อนไหวได้และเลือกจังหวะที่ชะนีอยู่นิ่งก็มีผลสำคัญกับการถ่ายภาพ 
นกเล็กสามารถไปได้ทุกกิ่งก้าน นกใหญ่จะไปเฉพาะกิ่งใหญ่ๆ หมีแม้น้ำหนักตัวจะเยอะแต่จะเอื้อมมือหักปลายโน้มเข้ามากิน หมีขอหลายตัวชอบมาไล่นกเล็กๆและมักนอนค้างอยู่บนต้นจนลูกไทรหมด ชะนีก็สามารถห้อยโหนลงไปกินผลไทรที่ปลายกิ่งได้ด้วยมือและขาที่ยาว

หากเรารู้ว่าสัตว์แต่ละชนิดจะทำอะไร ด้วยท่าทางแบบไหน มันก็ง่ายต่อการคาดเดาว่าเหตุการณ์ตรงหน้าจะเป็นอย่างไร และเรามีโอกาสได้ภาพอะไรบ้าง




นกเงือกหัวแรดเป็นหนึ่งในสองชนิดที่แม่จะออกมาช่วยพ่อเลี้ยงลูกก่อนลูกออกจากโพรง ช่วงเวลาคาดการณ์ที่แม่จะออกได้มาจากข้อมูลจากนักวิจัยที่ทราบวันเข้า วันออกและสามารถประมาณการได้ว่าลูกนกจะออกจากโพรงวันไหน


จริงๆแล้วแต่ละคนมีวิธีใช้กล้องแตกต่างกัน

บางคนชอบถ่ายด้วยโหมดการบันทึกภาพแบบทีละภาพ บางคนยิงทีเป็นชุด นอกจากสไตล์ที่แตกต่างกันเรายังต้องคำนึงถึงชีวิตที่อยู่หน้าเราด้วย

การถ่ายภาพหากไม่เข้าใจสัตว์ก็จะเป็นการรบกวนสัตว์ได้โดยตรงและส่งผลถึงการถ่ายภาพโดยตรงเช่นกัน การเลือกใช้โหมดการถ่ายภาพจึงต้องปรับไปตามความปราดเปรียวของสัตว์ที่อยู่เบื้องหน้า

สัตว์หลายชนิดใช้การดมกลิ่นและการจับสังเกตเสียงที่แปลกปลอมมากกว่าการใช้สายตา ในขณะที่นกหลายชนิดไม่ได้สนใจกับเสียงชัตเตอร์ แต่ก็แค่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ทุกชนิด นกยูงที่อยู่ห่างเราไปเกือบห้าสิบเมตรอาจวิ่งหนีเมื่อได้ยินเสียงชัตเตอร์ดังรัวติดๆกัน นกหว้าอาจหลบหนีไปไกลเพียงแค่ได้ยินเสียงเราเดินจากระยะที่ห่างนับร้อยเมตร

การเลือกใช้ชัตเตอร์จึงต้องปรับไปตามวิถีชีวิตของสัตว์ที่อยู่เบื้องหน้า ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เราอาจถ่ายชัตเตอร์ต่อเนื่องสูงสุดโดยกระทิงที่อยู่ห่างไปอีกสิบเมตรไม่สนใจเลยในสถานที่หนึ่ง แต่ในอีกสถานที่หนึ่งเพียงแค่เสียงชัตเตอร์แรกดังขึ้น กระทิงซึ่งห่างเกือบร้อยเมตรอาจกระโจนหายไปในราวป่า
สัตว์แต่ละตัวปราดเปรียวกับเสียงแปลกปลอมแตกต่างกัน ย้ำว่า ‘แต่ละตัว’




กระทิงแต่ละที่ปราดเปรียวต่างกัน ภาพนี้ผมถ่ายจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง ความแตกต่างกันคือ ที่นี่เราใช้เรือตระเวนไปตามลำคลองต่างๆ และเลือกไปในช่วงเวลาเช้ามืดและช่วงบ่ายๆ การเข้าหาทางเรือสัตว์รู้ตัวจากเสียงเรือที่ดัง แต่ก็มีความคุ้นชินเพราะกระทิงหลายตัวเกิดมาพร้อมกับเสียงเรือจึงคุ้นชิน แต่ถ้าใกล้มากก็จะเตลิดหนี วิธีคือดับเครื่องในระยะไกล และค่อยๆพายเรือเข้าไป ก็ทำให้ได้ระยะที่หวังผลได้


สัตว์ป่าส่วนใหญ่ใช้สัญชาติญาณที่มีติดตัวมาคือการดมกลิ่นและการฟัง การอยู่ในซุ้มบังไพรช่วยลดการกระจายของกลิ่นและลดเสียงชัตเตอร์ลง เมื่อใช้ร่วมกับโหมดการถ่ายภาพด้วยเสียงเงียบ ก็ทำให้เราถ่ายภาพกระทิงที่ปราดเปรียวได้นานหลายชั่วโมง

และการที่สัตว์กระโจนหายกลับเข้าป่าคือการรบกวนอย่างหนึ่ง สัตว์ตัวนั้นอาจเดินข้ามน้ำข้ามเขามาเพื่อมาดื่มด่ำกับน้ำที่โป่ง บางครั้งการเลือกที่จะชื่นชมและเก็บความทรงจำนั้นไว้เป็นอีกทางออกหนึ่ง ทำให้เราได้เข้าใจพฤติกรรมพวกเขามากขึ้นด้วย 

โหมดการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุดในบางครั้งจึงถูกเปลี่ยนเป็นโหมดเสียงเงียบ หรือเปลี่ยนเป็นการบันทึกวิดีโอแทน

ยิ่งสัตว์อยู่ในพื้นที่นานเท่าไหร่เราก็มีโอกาสได้ภาพพฤติกรรมที่แท้จริงในธรรมชาติมากขึ้น กฎเหล็กของการถ่ายภาพสัตว์ป่าคือช่างภาพต้อง ‘ไร้ตัวตน’ ชีวิตจึงจะดำเนินไปตามวิถี



หมาไนล่าเป็นฝูงช่วยกันล้มสัตว์กินพืช ขนาดใหญ่อย่าง กวางป่า วัวแดงและกระทิง การจะซุ่มดูต้องทำบังไพรแนบเนียน รวดเร็ว มีระยะห่างพอเหมาะระหว่างซุ้มบังไพรและซาก เพื่อลดการหวาดระแวง ซากนี้ผมเดินไปเจอระหว่างทางในช่วงเช้ามืด จากนั้นจึงรีบมองดูทำเล ผมเลือกข้ามน้ำไปหลบมุมอยู่อีกฝั่งหนึ่งระยะห่างออกไปราวๆ 30 เมตร มีลำห้วยขวางกั้น ด้านหลังเป็นตลิ่งสูง ผมเลือกกางในโคนไผ่ที่ล้มลงมาและใช้เศษไม้ไผ่และวัสดุธรรมชาติบริเวณนั้นปกปิดจนมองไม่เห็นบังไพร พอเข้าไปในบังไพรได้แค่ 10 นาที หมาไนก็ออกมากินเหยื่อต่อ และไม่ไปไหนเลยจนเย็น

ข้อมูล คืออีกสิ่งที่สำคัญ มันช่วยให้เราหาสัตว์เจอ ข้อมูลมาจากคำบอกเล่า มาจากร่องรอยต่างๆที่สัตว์แสดงไว้ รอยกัดกิน รอยถูไถ กลิ่นที่ทิ้งไว้ รอยเล็บบนต้นไม้ ภาพจากคาเมร่าแทร็ป หรือรอยเท้าช้างรอยตีนสัตว์ต่างๆ ข้อมูลจะทำให้เราทราบว่ามีสัตว์ใดใดบ้างที่เข้ามาใช้พื้นที่นั้นๆ การเกาะรอยช่วยให้เรารู้บางอย่างมากขึ้น การสอบถามเรื่องราวจากคนที่คลุกคลีอยู่โดยตรงก็เป็นการเรียนความรู้ทางลัด นำประสบการณ์คนอื่นมาใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวางแผน แต่ใช่ว่าข้อมูลที่ได้ฟังอย่างตื่นเต้นจะจริงเสมอไป หลายๆครั้งคำว่าพบบ่อยเจอบ่อย ก็จำกัดสำหรับคนที่มีทักษะเฉพาะบางอย่าง ง่ายของคนหนึ่งอาจยากแสนสาหัสของอีกคน 

การถ่ายภาพสัตว์ป่าในป่าเขตร้อนชื้นที่รกทึบแบบบ้านเราไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องฝึกฝนเรียนรู้ ยิ่งเข้าใจได้ถ่องแท้ การทำงานก็ง่ายขึ้น

ทักษะคือสิ่งจำเป็น ประสบการณ์คือสิ่งมีค่า เพราะเราทำงานกับธรรมชาติที่เราควบคุมไม่ได้

...

บารมี เต็มบุญเกียรติ


ความเห็นของผู้เขียน ทาง PIXNIQ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และบทความมีสิขสิทธิ์ของผู้เขียน

Related Stories

Comments

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น Sign in
wayusuwannakarn
Fc พี่ก้อง ครับ
14 July 2016 16 : 51 : 04
oat_mph
ได้ความรู้เยอะเลยครับ..ชอบภาพชะนีมงกุฏ
6 July 2016 10 : 24 : 11
POWERED BY MINIMORE