เราถ่ายภาพกันไปทำไม : นัท สุมนเตมีย์

29 August 2016 / 52888 views

ผมเติบโตมาจากการถ่ายภาพในยุคสมัยฟิล์ม การกดชัตเตอร์แต่ละครั้งนั้นมีความหมาย ที่หมายถึงเงินอย่างน้อย 5-10 บาท ที่เราจะต้องเสียไปกับค่าฟิล์มและค่า Process ฟิล์มใบนั้น  

หนึ่งในคำถามที่ผมมักจะถามตัวเองอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มต้นหัดถ่ายภาพก็คือ “ เราถ่ายภาพไปทำไม “ 

ผมเชื่อว่าคำถามนี้เป็นคำถามเปิดที่ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง หรือ คำตอบที่ผิด  หากแค่เรากลับมาย้อนคิดว่าเราถ่ายภาพไปทำไม ผมว่าแค่นั้นมันก็มีคุณค่าเพียงพอแล้ว

หลายวันก่อนมีเหตุบังเอิญให้ผมได้ไปอ่านใน Feed ของช่างภาพรุ่นใหม่ท่านหนึ่ง เนื้อหาที่เป็นประเด็นอันเผ็ดร้อนนั้นจบลงด้วยคำว่า ศิลปะไม่มีถูกไม่มีผิด  มันขึ้นอยู่กับคนมอง 

จากประเด็นนั้นทำให้ผมย้อนกลับมามองงานของผมเองอีกครั้งหนึ่ง เชื่อไหมครับ ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่า ตลอดเวลาที่ผมถ่ายภาพมา 20 กว่าปีนั้น ผมกำลังสร้างสรรค์งานศิลปะอยู่ 

ในมุมมองของคนที่ถ่ายภาพมา 20 กว่าปี ผมคิดว่างานภาพถ่ายทุกภาพไม่จำเป็นต้องใช้ ไม้บรรทัดของคำว่าศิลปะมาวัดคุณค่าของงานเสมอไป

จริงอยู่ ภาพถ่ายบางภาพ บางชิ้น อาจจะมีคุณค่าในเชิงศิลปะ หากไม่ใช่ภาพถ่ายทุกภาพบนโลกใบนี้นั้นจะช่วยจรรโลง กล่อมเกลา และยกระดับจิตใจของมนุษย์ในเชิงศิลปะได้

ผมกลับมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า คุณค่าของภาพถ่ายนั้นขึ้นอยู่กับการตีความ ภาพบางภาพที่ไม่มีคุณค่าความงดงามทางองค์ประกอบทางศิลปะใดใดเลยอาจจะเป็นภาพถ่ายที่มีคุณค่าในเชิงวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี หรือแม้กระทั่งบันทึกของครอบครัว หรือเพื่อใช้ในการสื่อสาร ไม่ว่าจะสื่อสารว่า  “นี่ไงรถยนตร์คันใหม่ของฉัน”   “ นี่วันนี้ฉันกินอาหารหรูหราแบบนี้นะ”  ไปจนถึงเรื่องราวที่ละเอียดอ่อนไปกว่านั้นเช่น “สงครามไม่ให้ผลดีกับใคร” หรือว่า  “อิสรภาพนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์แสวงหา”

สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นและรู้สึกมาหลายปีแล้วก็คือทุกวันนี้เราถ่ายภาพกันมากขึ้น แต่เราให้ความสำคัญกับภาพเหล่านั้นน้อยลง ภาพบางภาพอาจจะเป็นแค่ขยะที่ถูกทิ้งไว้ใน Hard disk ของเราเพราะว่ามันไม่มีคุณค่าอะไร  สิ่งที่เรามีอยู่เยอะ ยิ่งเยอะมากเท่าไร เราก็ยิ่งมองไม่เห็นคุณค่า และในบางครั้งเราก็ไม่มีแม้กระทั่งเวลาที่จะหันกลับมามองมัน

ย้อนหลังกลับไปเมื่อร้อยปีที่แล้ว ในชีวิตของคนบางคน อาจจะมีภาพถ่ายของตัวเองเพียงภาพเดียวเท่านั้นในชีวิต  ลองจินตนาการนึกไปถึงภาพของทหารที่เข้าร่วมรบในสงครามแล้วมีภาพของลูกและเมียใส่ไว้ในกระเป๋าเพียงภาพเดียว หรือภาพของคุณปู่ที่ติดบนฝาบ้าน คุณค่าของภาพนั้นแตกต่างไปจากภาพที่เราเห็นกันเกลื่อน Social Media ที่ท่วมท้นไปด้วยภาพต่างๆที่ถาโถมเข้ามาใส่เราตลอดเวลาทุกวันนี้

ทุกวันนี้เรามีอุปกรณ์ไฮเทค  เทคนิคแพรวพราว สามารถถ่ายภาพได้แม้กระทั่งในข้อจำกัดที่คนสมัยเมื่อ 50 กว่าปีก่อนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะฝัน

แต่ทำไมเราถึงไม่มีภาพที่เป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยของดิจิตอล ที่ติดอยู่ในความทรงจำของผมเลย 

ภาพของคนเลี้ยงผึ้งและภาพหลายๆภาพที่เป็นภาพบุคคลบนฉากหลังสีขาวของ Richard Avadon     ภาพแสงและเงาของ Man Ray   ภาพคนกระโดดข้ามบันไดไม้ที่น้ำท่วมอยู่บนถนนและมีภาพของคนกระโดดใน Poster ที่ติดอยู่บนกำแพงของ Henri Catier Bresson  ภาพทหารที่กำลังหลบกระสุนปืนลุยน้ำขึ้นไปบนหาดโอมาฮาของ  Robert Capa  ภาพเทือกเขาอันงดงามของ Yosemite National Park ของ Ansel Adams   หรือแม้กระทั่งภาพ Afghan girl ของ Steve McCurry ภาพเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวแทนของศตวรรษที่ผ่านมาทั้งสิ้น

ภาพของคนเลี้ยงผึ้งบนฉากหลังสีขาวของ Richard Avadon



ภาพของ Henri Catier Bresson

ภาพทหารที่กำลังหลบกระสุนปืนลุยน้ำขึ้นไปบนหาดโอมาฮาของ  Robert Capa


มาถึงศตวรรษนี้ผมยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นภาพไหน 

บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าเราไปวุ่นวายอยู่กับวังวนของเทคนิคมากเกินไป จนละเลยบางสิ่งที่เป็นสาระสำคัญบางอย่างในภาพไป

บางทีเราอาจจะไม่นิ่งพอที่จะนั่งหยุดครุ่นคิดก่อนที่จะกดชัตเตอร์

บางทีเราอาจจะไม่ได้ทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจ ไปกับการถ่ายทอดเรื่องราวมากไปกว่าที่จะค้นหาเทคนิคใหม่ๆมาทำให้ภาพเราโดดเด่นเป็นที่สนใจในโลกโซเชี่ยล และพร้อมที่จะถูกลืมไปในเวลาเพียง 15 นาทีเพื่อแลกกับสัญลักษณ์นิ้วโป้งสีฟ้า 

หลายปีมาแล้ว Ansel Adams เคยถามลูกศิษย์ว่าถ้าหากจะทำภาพขาวดำดีดีสักภาพหนึ่งใช้เวลานานแค่ไหน

ลูกศิษย์ของเขาตอบว่าสัก 4-5 ชั่วโมงก็น่าจะ Print ภาพที่ดีมากๆออกมาได้แล้ว ตามกระบวนการอัดขยายภาพ รวมทั้งการตกแต่งและแก้ไขส่วนที่บกพร่องในห้องมืด

Ansel Adams ตอบว่า เขาใช้เวลาท้ังชีวิต ...

ผมเชื่อว่าช่างภาพหลายๆคนก็คงตอบคล้ายๆกัน

บางที เราอาจจะมีภาพมากเกินไป และมีช่างภาพมากเกินไปในโลกใบนี้ก็เป็นได้

ความเห็นของผู้เขียน ทาง PIXNIQ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และบทความมีสิขสิทธิ์ของผู้เขียน

Related Stories

Comments

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น Sign in
POWERED BY MINIMORE